เวนเกอร์ต้องไป
เราเห็นความยอดเยี่ยมของแมนฯ ซิตี้มานักต่อนักในฤดูกาล แต่พวกเขายังก็โชว์ให้เห็นอีกระดับในเกมครึ่งแรก
มีความสงสมัยอยู่บ้างว่า เป๊ป กวาร์ดิโอล่า จะสามารถกระตุ้นลูกทีมให้เดินหน้าลุยต่อเนื่องได้หรือไม่หลังผ่านการฉลองความสำเร็จแชมป์แรกในถ้วยคาราบาว คัพ แถมยังต้องฝ่าหิมะอันหนาวเหน็บเดินทางมาเยือนรังปืนใหญ่ ทว่าทุกความสงสัยก็หายไปเมื่อเสียงนกหวีดเริ่มเกมได้ไม่นาน
อาร์เซน่อล แสดงความตื่นตัวออกมาในช่วงแรก แต่แมนฯ ซิตี้ เฉียบขาดมากกว่าในการเข้าทำเมื่อยิงได้ 3 ประตูจากโอกาสยิงเข้ากรอบ 4 ครั้งแรก
แมนฯ ซิตี้ กลายเป็นทีมแรกของพรีเมียร์ลีกที่บุกมายิงปืนใหญ่ถึง 3 ประตูในครึ่งแรก และแต่ละประตูล้วนมาจากการประสานงานอันเข้าขารู้ใจ
ลูกน้องของ เป๊ป ยังสามารถโชว์ฟอร์มการเล่นอันเหี้ยมเกรียมแม้ขาด 2 ตัวหลักอย่าง แฟร์นันดินโญ่ และ ราฮีม สเตอร์ลิ่ง
เจมี่ คาร์ราเกอร์ อดีตแข้งลิเวอร์พูลยกย่องว่า "สิ่งที่เห็นตอนนี้คือฟุตบอลที่เจ๋งที่สุดของยุโรป นี่คือการเล่นที่ทำให้เราแทบหยุดหายใจ และเป็นหนึ่งในทีมดีที่สุดเท่าที่เคยเห็นมาในพรีเมียร์ลีก"
ลีรอย ซาเน่ ฉีกแนวรับปืนโตแตกละเอียด
ลีรอย ซาเน่ ได้รับเลือกให้ครองตำแหน่ง แมน ออฟ เดอะ แมตช์ เมื่อมีส่วนร่วมกับทั้ง 3 ประตูพร้อมฉีกแนวรับอาร์เซน่อลขาดวิ่นตั้งแต่ต้นจนจบ
ปีกทีมชาติเยอรมันพลิ้วหนีแนวรับปืนโต 5 คนทางฝั่งซ้ายแล้วจ่ายขวางไปฝั่งขวาให้ แบร์นาโด้ ซิลวา ทำประตูแรก ก่อนโชว์สเต็ปคล้ายเดิมเปิดบอลเข้าเขตโทษให้ เซร์คิโอ อเกวโร ชิ่งต่ออีกทีให้ ดาบิด ซิลบา หลุดเข้าไปยิง และจากนั้นปิดจ๊อบเกมอันยอดเยี่ยมด้วยการทำประตูฝังเจ้าถิ่น 3-0
นี่คือฟอร์มการเล่นของคนที่เพิ่งกลับมาจากอาการบาดเจ็บหนักได้เพียง 2 สัปดาห์ และทำให้ตอนนี้ยิงในพรีเมียร์ลีกไปแล้ว 8 ประตูพร้อมทำอีก 11 แอสซิสต์
วันนี้ เซร์คิโอ อเกวโร่ ไม่สามารถทำประตูที่ 200 กับแมนฯ ซิตี้ได้ แต่มีเกมที่น่าพอใจไม่แพ้กันโดยเฉพาะจังหวะถวายพานให้ ซิลบา ยิงประตูที่ 2 รวมถึงเป็นจุดเริ่มต้นประตูสุดท้ายที่พลิกหนี โลร็องต์ กอสซิแอลนี่ จนทีมได้โต้กลับเร็ว
แกรี่ เนวิลล์ อีกหนึ่งกูรูคนดังให้ความเห็นว่า "ผมเคยมีช่วงเวลาที่คิดว่าเขาจะไม่อยู่ในแผนของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า แต่ตอนนี้ไม่คิดแบบนั้นแล้ว"
"เท่าที่เฝ้าดูเขาตลอด 2 เดือนหลังหรือช่วงที่ กาเบรียล เชซุส เจ็บ ก็เห็นชัดว่าเขาดูมีความมั่นใจ และแฮปปี้กับการได้ลงสนาม"
แฟนบอลหมดอาลัยตายอยาก
ทางฝั่งอาร์เซน่อลที่ต้องพูดถึงเป็นอันดับแรกคือ ปฏิกิริยาของแฟนบอลโห่หนักทั้งระหว่างเกมและจบเกม ทว่าอารมณ์ค่อนไปทาง "ตายด้าน" ด้วยความเจ็บปวดจนชาชินเพราะผ่านท่าทีแบบ "โมโหร้าย" จนไม่รู้จะปะทุอะไรออกมาอีกแล้ว
อาร์เซน่อลมีโอกาสฮึดกลับมามาได้จุดโทษต้นครึ่งหลัง ทว่า ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง ยิดติดเซฟ เอแดร์ซอน และจากนั้นผู้เล่นในทีมก็เหมือนยอมรับสภาพจนไม่แสดงลูกฮึดใดๆ ออกมาอีก
อาร์แซน เวนเกอร์ แน่นิ่งเหมือนต้องคำสาบ เขาไม่ใช้โควตาสำรองแม้แต่คนเดียวซึ่งมองแบบผิวเผินคือไม่มีใครอีกแล้วที่พอจะลงไปเปลี่ยนเกมได้ แต่มองให้ลึกก็สะท้อนอาการจำยอมของคนปราชัย
"พวกเขาดูไร้ความเป็นหนึ่งเดียว ไม่มีความหวังและความเชื่อใดๆ อีก" คาร์ราเกอร์ สะท้อนมุมมองที่เห็น
ตอนนี้ ปืนใหญ่อยู่ห่างพื้นที่ท็อปโฟร์ 10 คะแนน ขณะที่เหลืออีก 10 นัดสุดท้าย ขณะที่โปรแกรมลีกต่อไปคือเยือน ไบรท์ตัน ในวันอาทิตย์ ก่อนเจองานหนักกับ เอซี มิลาน ในยูโรปา ลีก ซึ่งอาจเป็น 2 นัดที่อาจได้เห็น "จุดจบ" ของทีมในฤดูกาลนี้
คาร์ราเกอร์ สรุปทางออกเดียวของอาร์เซน่อลคือ ต้องประกาศเปลี่ยนแปลงตำแหน่งกุนซือในจบฤดูกาลนี้ "เขา (เวนเกอร์) คือบุคคลระดับตำนาน ไม่ใช่เพียงอาร์เซน่อล แต่วงการฟุตบอลอังกฤษด้วย แต่ถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยน และทำให้เกิดขึ้นจริง"
"ไม่มีทางที่จะปล่อยให้เป็นแบบนี้จนจบฤดูกาล กับสนามที่เก้าอี้ว่างเพียบ พวกเขาต้องประกาศออกมาว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงผู้จัดการทีมในเริ่มฤดูกาลหน้า และผมก็เชื่อว่าทุกคนทั้งในสนาม ทางหน้าจอทีวี วิทยุ พร้อมที่จะพูดอยู่แล้วว่า "งั้นสั่งลาให้เขาหน่อยแล้วกัน"
มันอาจเป็นจุดเปลี่ยนสุดท้าย (อีกครั้ง) ที่ทำให้ทีมกลับมาสู้เพื่อลุ้นคว้าแชมป์ยูโรปา ลีก ให้ได้แล้วกลับไปเล่นยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาลหน้า พร้อมกับการได้ผู้จัดการทีมคนใหม่เข้ามา
อาร์เซน่อล ต้องยอมรับสภาพและตัดสินใจครั้งสำคัญว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องเปลี่ยนเพื่อที่ให้ทุกคนได้ร่วมส่ง อาร์แซน เวนเกอร์ อย่างสมเกียรติกับสิ่งที่เคยทำเพื่อสโมสร ไม่ใช่สาบส่งอย่างที่เป็นในทุกวันนี้
คอลัมน์กีฬาบทความกีฬาต่างๆโดยนักวิเคราะห์ GURUชั้นนำของไทย มีให้ท่านได้เสพทุกวันที่เว็บไซต์ TH SPORT